วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ต่อ และ แตน

ต่อ และ แตน

(รูปซ้าย คือ ต่อ...รูปขวา คือ แตน)

            ต่อ แตน    ส่วนใหญ่เป็นสัตว์สังคมที่อยู่ร่วมกันในรังขนาดใหญ่ โดยในแต่ละรังจะมีนางพญา และประชากรต่อหรือแตนตัวผู้และตัวเมียอีกจำนวนมาก ที่อยู่ร่วมกันในลักษณะแบบครอบครัวมากกว่าแบบประชากรกลุ่มใหญ่

          ต่อและแตนตัวผู้ จะมีโครโมโซมเพียง 1 ชุด เกิดจากไข่ของนางพญาที่ไม่ได้รับการผสม แต่ตัวผู้จะมีหน้าที่ผสมพันธุ์กับนางพญาเพียงอย่างเดียว ขณะที่ไข่ที่ได้รับการผสมจะมีโครโมโซม 2 ชุด และเจริญเป็นต่อหรือแตนตัวเมีย แต่ทุกตัวจะเป็นหมันทั้งหมด และมีหน้าที่ในการหาอาหาร เลี้ยงดูตัวอ่อนรุ่นต่อๆไป และดูแลปกป้องรัง ซึ่งเรียกต่อแตนตัวเมียเหล่านี้ว่า "ต่อแตนกรรมกร"

         การที่ต่อแตนกรรมกรต้องเป็นหมันและสืบพันธุ์ออกลูกออกหลานไม่ได้ เนื่องจากธรรมชาติได้คัดสรรให้เป็นเช่นนั้น โดยในตัวเมียเหล่านี้มีการสร้างสารเคมีบางอย่างที่ส่งผลให้มันเป็นหมัน และการที่พวกมันเป็นหมันสืบพันธุ์เองไม่ได้ ทำให้พวกมันทำงานเพื่อช่วยต่อแตนนางพญาผลิตประชากรต่อแตนรุ่นใหม่ออกมาได้ มากกว่าการที่ต่อแตนแต่ละตัวจะสืบพันธุ์ออกลูกออกหลานกันเอง และที่เป็นเช่นนี้เพราะต่อแตนมีความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องตัวเมียแนบแน่น มากกว่าความสัมพันธุ์แบบแม่กับลูก



ผึ้ง

ผึ้ง



            ผึ้ง จัดอยู่ในประเภท สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไฟลัมอาร์โธรพอด จัดเป็นแมลงชนิดหนึ่งอาศัยรวมกันอยู่เป็นฝูง โดยส่วนใหญ่จะออกหาอาหารเป็นน้ำหวานจากเกสรของดอกไม้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพืชในการผสมพันธุ์ ผึ้งทำงานกันเป็นระบบ มีผึ้งนางพญาเป็นหัวหน้าใหญ่

            ลักษณะทั่วไปของผึ้ง แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ
            1.ส่วนหัว ประกอบด้วยอวัยวะรับความรู้สึกต่าง ๆ ที่สำคัญ
               - ตารวม มีอยู่ 2 ตา ประกอบด้วยดวงตาเล็ก ๆ เป็นรูปหกเหลี่ยมหลายพันตา รวมกัน เชื่อมติดต่อกันเป็นแผง ทำให้ผึ้งสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้รอบทิศ
               - ตาเดี่ยว อยู่ด้านบนส่วนหัว ระหว่างตารวมสองข้าง เป็นจุดเล็ก ๆ 3 จุด อยู่ ห่างกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งตาเดี่ยวนี้จะเป็นส่วนที่รับรู้ในเรื่องของความเข้มของแสง ทำให้ผึ้งสามารถแยกสีต่าง ๆ ของสิ่งของที่เห็นได้ ฟริช ดาร์ล ฟอน ได้ทำการศึกษาและพบว่าผึ้งสามารถเห็นสีได้ 4 สี คือ สีม่วง สีฟ้า สีฟ้าปนเขียว และสีเหลือง ส่วนช่วงแสงที่มากกว่า 700 มิลลิไมครอน ผึ้งจะมองเห็นเป็นสีดำ
              - หนวด ประกอบข้อต่อและปล้องหนวดขนาดเท่า ๆ กันจำนวน 10 ปล้อง ประกอบเป็นเส้นหนวด ซึ่งจะทำหน้าที่รับความรู้สึกที่ไวมาก

            2. ส่วนอก จะกอบด้วยปล้อง 4 ปล้อง ส่วนด้านล่างของอกปล้องแรกมีขาคู่หน้า อมปล้องกลางมีขาคู่กลางและด้านบนปล้องมีปีกคู่หน้าซึ่งมีขนาดใหญ่หนึ่งคู่ ส่วนล่างอกปล้องที่ 3 มีขาคู่ที่สามซึ่งขาหลังของผึ้งงานนี้จะมีตระกร้อเก็บละอองเกสรดอกไม้ และด้านบนจะมีปีกคู่หลังอยู่หนึ่งคู่ที่เล็กกว่าปีกหน้า

            3. ส่วนท้อง ส่วนท้องของผึ้งงานและผึ้งนางพญาเราจะเห็นภายนอกเพียง 6 ปล้อง ส่วนปล้องที่    8-10 จะหุบเข้าไปแทรกตัวรวมกันอยู่ในปล้องที่ 7 ส่วนผึ้งตัวผู้จะเห็น 7 ปล้อง

  

แมลงวัน

แมลงวัน



               

               แมลงวันเป็นแมลงที่ลำตัวขนาดเล็กถึงปานกลาง มีปีก 2 ปีก โดยทั่วไปคนจะรู้จักแมลงวันที่อยู่ใกล้ชิดในชีวิตประจำวันของคน คือ แมลงวันบ้าน และแมลงวันหัวเขียว แต่ความจริงยังมีแมลงวันอีกมากมายหลายชนิดเช่น แมลงวันหลังลาย ริ้นดำ ริ้นน้ำเค็ม ริ้นฝอยทราย เหลือบม้า และเหลือบกวาง        





วงจรชีวิตของแมลงวัน
       แมลงวันส่วนมากออกลูกเป็นไข่ ต่อจากนั้นเจริญเป็นหนอนแมลงวัน และระยะดักแด้ จนในที่สุดกลายเป็นตัวเต็มวัย วงจรชีวิตของแมลงวันตั้งแต่ไข่จนเป็นตัวเต็มวัยกินเวลาประมาณ 8-10 วัน

แหล่งอาหารของแมลงวัน
     แมลงวันกินอาหารได้หลายชนิด แมลงวันบ้านชอบกินอาหารที่เป็นแป้งแต่แมลงวันหัวเขียวชอบกินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ แมลงวันอาจหากินตามกองขยะ เศษอาหาร หรือตอมอาหารของคน ตัวเต็มวัยชอบหากินเวลากลางวัน ไม่ชอบแสงแดดจัด รัศมีการหากินอยู่ในวงประมาณ 3 กิโลเมตร

โทษของแมลงวัน
     แมลงวันทำให้เกิดความรำคาญเนื่องจากมันบินมาตอมคนและอาหาร นอกจากนี้เป็นพาหะนำเชื้อโรคหลายชนิด โดยที่แมลงวันหัวเขียวสามารถเป็นพาหะนำโรคได้มากกว่าแมลงวันบ้าน เชื้อที่สำคัญที่สามารถนำโดยแมลงวันได้แก่ เชื้ออหิวาตกโรค เชื้อบิด เชื้อไข้รากสาดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหารและไข่พยาธิบางชนิดได้ โดยเชื้อโรคหรือไข่พยาธิจะติดตามตัวแมลงวัน เช่น ขา ปาก ลำตัว ซึ่งปกคลุมไปด้วยขนมากมาย เชื้อโรคบางชนิดสามารถเข้าไปอยู่ในทางเดินอาหารของแมลงวัน และสามารถถูกขับถ่ายหรือสำรอกออกมาขณะที่แมลงวันตอมอาหาร ตัวอ่อนของแมลงวันทำให้เกิดโรคได้เช่นกันจากการที่ตัวอ่อนไชเข้าไปตามเนื้อเยื่อของคน

ประโยชน์ของแมลงวัน
     แมลงวันมีประโยชน์ต่อมนุษย์เช่นกัน แม้จะน้อยกว่าโทษของแมลงวัน ในบางท้องที่พบว่าแมลงวันสามารถช่วยผสมเกษรดอกไม้   แพทย์บางแห่งใช้หนอนแมลงวันช่วยในการรักษาแผลเน่าเปื่อยในคน   โดยให้หนอนแมลงวันขนาดเล็กกัดกินเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ทำให้แผลหายเร็วขึ้น นอกจากนี้การพบตัวอ่อนของแมลงวันในศพสามารถช่วยในการชันสูตรศพ ไม่ว่าการช่วยประมาณระยะเวลาตาย หรือการหาสาเหตุของการตายในบางกรณีได้

 การควบคุมแมลงวัน
     วิธีการควบคุมแมลงวันที่ดีที่สุดคือการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวันได้แก่กองขยะ เศษอาหาร หรือมูลสัตว์ตามคอกปศุสัตว์ ซึ่งต้องมีการทำลายอย่างมีระบบไม่ทำให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีวิธีการกำจัดแมลงวันตัวเต็มวัยโดยใช้กรงดักแมลงวัน ใช้กาวเหนียวล่อจับแมลงวัน การใช้ลวดไฟฟ้าฆ่าแมลงวัน การใช้ไม้ตีแมลงวัน การใช้เหยื่อพิษ และการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อควบคุมประชากรแมลงวัน

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เหาคน

เหาคน



    เหาคน (human lice)จัดอยู่ใน อันดับอะนอพลูรา (Order Anoplura) 
     - ตัวเต็มวัยมีหนวดสั้นมาก ปากดูดกิน ตัวเต็มวัยไม่มีปีก อกใหญ่กว่าหัว   ทาร์ไซมีปล้องเดียวโดยปลายขาทุกคู่มีเล็บเจริญดีเพื่อยึดเกาะสัตว์อาศัย ตาลดรูป ขนาดเล็กมาก

                        - เป็นตัวเบียนภายนอก (obligate ectoparasite)  ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด หลายชนิดมีที่อาศัยค่อนข้างเฉพาะเจาะจง เช่น เหาบนศีรษะคน (Pediculus humanus capitis) เหาที่พบตามตัวคน (P. humanus humanus) และตัวโลน มักพบตามขนอวัยวะสืบพันธุ์ที่สกปรก
                        - เป็นแมลงศัตรูของสัตว์เลี้ยงบางชนิด ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและสุขภาพทรุดโทรม ในคนก่อให้เกิดอาการคัน  ระคายเคืองและรำคาญ






เหาเป็นแมลง ดูดเลือดคนเป็นอาหารตั้งแต่ฟักออกจากไข่จนตลอดชีวิต

เหาหัว : อาศัยอยู่บนศีรษะ ดูดเลือดจากศีรษะ และทำให้คัน เกิดการอักเสบ เป็นแผลติดเชื้อ

เหาตัว : อาศัยอยู่ตามขนบริเวณลำตัวและตะเข็บเสื้อผ้า นอกจากดูดเลือดและทำให้คันแล้ว ยังเป็นตัวการนำโรคหลายชนิด เช่น epidemic typhus, trench fever, relapsing fever

โลน : อาศัยอยู่ตามขนบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้เกิดอาการคันรุนแรงมาก





วงจรชีวิตเหา


วงจรชีวิตของเหา

ไข่ ตลอดชีวิตแม่เหาหรือโลน 1 ตัว วางไข่ได้ดังนี้
                  เหาหัว 50-150 ฟอง
                  เหาตัว 270-300 ฟอง
                  โลน ประมาณ 26 ฟอง
                  ฟักภายใน 7 - 10 วัน มีสีขาวขุ่น อยู่ติดกับโคนผมหรือขน

ตัวกลางวัย : ลอกคราบ 3 ครั้ง ใช้เวลาในการเจริญเติบโต 7 - 13 วัน

ตัวเต็มวัย : ผสมพันธุ์และวางไข่ภายใน 1 - 2 วัน มีอายุ 2 - 4 สัปดาห์



การติดต่อ : เหาติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ เนื่องจากการใกล้ชิดกัน หรือใช้ของร่วมกัน


กำจัดเหาได้อย่างไร
  1. ใช้หวีเสนียดสางเหาทิ้งทุกวัน
  2. ใช้สมุนไพร เช่น ยาฉุน ใบ หรือ เมล็ดน้อยหน่าตำและคั้นกับน้ำหรือน้ำมัน ชโลมผมทิ้งไว้ 3 - 4 ชั่วโมง
  3. ใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดเหาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข ใส่ให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง หรือ ตามฉลาก
ทำอย่างไรจึงไม่เป็นเหาอีก

  1. สระผมให้สะอาดเป็นประจำ
  2. หมั่นนำผ้าเช็ดตัว ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม มาซักหรือผึ่งแดด
  3. อย่าใช้หวีหรือผ้าเช็ดผมร่วมกับผู้อื่น
  4. ไม่คลุกคลี หรือนอนใกล้ผู้ที่เป็นเหา
  5. ครูหรือผู้ปกครองควรตรวจเหาให้เด็กและสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  6. หากพบว่าเป็นเหา ต้องรีบรักษาทันที
  7. แนะนำให้เพื่อนและคนในครอบครัว กำจัดเหาพร้อมกันด้วยวิธีที่ถูกต้อง

เหานก


เหานก
ไรไก่

     ไรไก่ (chewing lice) เหานก (bird lice) จัดอยู่ใอันดับมาลโลฟากา (Order Mallophaga) 

 - ตัวเต็มวัยมีหนวดสั้นมาก ไม่มีปีก ปากกัดกิน เห็นริมฝีปากบนชัด อกปล้องแรกเจริญดี หัวใหญ่กว่าอก  ปลายขาทุกคู่มีเล็บเจริญดีเพื่อใช้ยึดเกาะสัตว์อาศัย ลำตัวแบน ไม่มีตาเดี่ยว


เหานกทำลายผิวหนัง

- เป็นตัวเบียนภายนอก (obligate ectoparasite) ของสัตว์ปีกพวก นก ไก่ บางชนิดพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หนู ช้าง  สุนัข เป็นต้น จึงเป็นแมลงศัตรูสำคัญของสัตว์เลี้ยงดังกล่าว ตัวอ่อนและตัวแก่อาศัยกัดกินผิวหนังและขนสัตว์  ทำให้ขนหลุดร่วง   สัตว์เลี้ยงรู้สึกระคายเคือง กินอาหารน้อยลง น้ำหนักลด  อาจทำให้ติดโรคอื่น ๆ ได้ง่าย เพราะสุขภาพทรุดโทรม

ปลวก

ปลวก

แมลงเม่า
ปลวกงาน


   
               ปลวกหรือแมลงเม่า (termites)  อยู่ในอันดับไอซอพเทรา (Order Isoptera) ตัวเต็มวัยมีหนวดยาวแบบเส้นลูกปัด ปากแบบกัดกิน ขาสั้น     
               วรรณะที่ทำหน้าที่สืบพันธุ์ (reproductive caste) อาจมีหรือไม่มีปีก ถ้ามีปีกจะมี 2 คู่ แบบเมมเบรนขนาดเท่ากัน  มีเส้นปีกน้อย แต่มักมีรอยจนดูคล้ายมีเส้นปีกมาก  เมื่อเกาะพักปีกจะหุบซ้อนแบนราบ
        
         เนื่องจากเป็นแมลงสังคมที่ประกอบด้วย วรรณะที่ทำหน้าที่ผสมพันธุ์ (reproductive caste) วรรณะรองผสมพันธุ์ (supplementary reproductive caste) ปลวกงาน (worker)  ปลวกทหาร (soldier)  แต่ละวรรณะมีรูปร่างแตกต่างกัน (polymorphism) เอวไม่คอด  เป็นแมลงขนาดเล็กหรือขนาดกลาง 

             ความสำคัญ  : เป็นแมลงให้โทษที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง  ทำลายบ้านเรือนสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้ พวกที่อาศัยตามดินริมฝั่งน้ำ  ทำให้เกิดการพังทลายของดินริมตลิ่ง ปลวกบางชนิดช่วยย่อยสลายซากพืชทำให้ดินอุดมสมบูรณ์

              พฤติกรรมการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมโดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำ  มีการสื่อสารกันด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การมีเฟอโรโมนนางพญาเพื่อควบคุมสมาชิกในรัง  ปลวกทหารใช้ส่วนหัวที่แข็งแรงเคาะวัตถุนอกตัวเพื่อเตือนภัยแก่สมาชิกภายในรัง  เมื่อมีศัตรูมารบกวน  ปลวกเพศเมียส่วนมากจะผสมกับเพศผู้เพียง  1 ตัว (monogamy)  ซึ่งต่างจากนางพญาผึ้งที่ผสมกับเพศผู้หลายตัวต่อการบินออกไปเพื่อผสมพันธุ์ 1 ครั้ง   การย่อยสลายอาหารพวกไม้ซึ่งมีสารพวกเซลลูโลสเป็นองค์ประกอบนั้น ปลวกหลายชนิดจำเป็นต้องอาศัยซิมไบออนต์ (symbiont) สร้างเอนไซม์พวกเซลลูเลสให้ปลวก


ตั๊กแตน จิ้งหรีด แมลงสาบ

ตั๊กเเตน จิ้งหรีด เเมลงสาบ


จัดอยู่ในอันดับออร์ทอพเทรา (Order Orthoptera)  ประกอบด้วยแมลงในวงศ์ต่าง ๆ เช่น ตั๊กแตนหนวดยาว (Tettigonidae) ตั๊กแตนหนวดสั้น (Acrididae) จิ้งหรีด  (Gryllidae) จิ้งโกร่ง (Gryllacrididae)  แมงกะ ชอน (Gryllotalpidae) ตั๊กแตนตำข้าว  (Mantidae) ตั๊กแตนกิ่งไม้ (Phasmatidae) แมลงสาบ (Blattidae)  ในบางตำราเช่น Borrer และคณะ (1989) อาจยกวงศ์บางวงศ์ขึ้นเป็นอันดับ เช่น  ตั๊กแตนกิ่งไม้เป็นอันดับฟาสมิดา (Order Phasmida) ตั๊กแตนตำข้าวเป็นอันดับแมนโตเดีย (Order Mantodea) แมลงสาบเป็นอันดับแบลททาเรีย (Order Blattaria)    


                                  

                                             
   
                                          

         ลักษณะโดยทั่วไป  
- ตัวเต็มวัยมีหนวดแบบเส้นด้าย ปากแบบกัดกิน ส่วนใหญ่มีปีกที่ทำงานได้ถ้ามีปีกจะมี 2 คู่      ปีกคู่แรกค่อนข้างหนาเรียกว่า เทกเมน (tegmen) มีเส้นปีกชัดเจน

-มีถิ่นอาศัยที่อาจแตกต่างกัน  หลายชนิดเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญมาก เช่น ตั๊กแตนหนวดสั้น โดยเฉพาะพวกตั๊กแตนปาทังก้า ตั๊กแตนผี ฯลฯ  แมลงสาบที่มักพบได้ในแหล่งอาศัยหลายแบบ เนื่องจากกินอาหารได้หลายชนิด (omnivorous)  บางชนิดนำโรคทางเดินอาหารมาสู่มนุษย์  ก่อความรำคาญ ทำลายสิ่งของต่าง ๆ ในบ้านเรือน  และเป็นที่น่ารังเกียจทั้งกลิ่นและตัว ตั๊กแตนหนวดยาว ตั๊กแตนตำข้าว   ตั๊กแตนกิ่งไม้บางชนิดเป็นตัวห้ำหรือผู้ล่าช่วยทำลายแมลงศัตรู
 วงษ์ต่างๆในอันดับออร์ทอพเทราที่พบในมหาวิทยาลัยศิลปากร
1.  วงศ์เททริยิดี (Tetrigidae)  ได้แก่ตั๊กแตนแคระ
2.  วงศ์อะคริดีดี (Acrididae) ได้แก่ ตั๊กแตนหนวดสั้น
3.  วงศ์เททริโกนิดี (Tetrigonidae) ได้แก่ ตั๊กแตนหนวดยาว
4.  วงศ์กริลลิดี (Gryllidae) ได้แก่ จิ้งหรีด
5.  วงศ์กริโลทัลบิดี (Gryllotalpidae) ได้แก่ แมลงกระชอน
6.  วงศ์แบรททิดี (Blattidae) ได้แก่ แมลงสาบ    
7.  วงศ์ฟาสมาทิดี (Phasmatidae)  ได้แก่ ตั๊กแตนกิ่งไม้